อัพเดทล่าสุด :
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุดโน๊ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุดโน๊ต แสดงบทความทั้งหมด

การเขียนแทปด้วยโปรแกรม Guitar Pro 6

บทความนี้จะเป็นวิธีเขียนแทปที่ผมใช้เขียนลงบล็อคนี้นะครับ โดยจะไล่ให้ดูแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มเปิดโปรแกรมจนทำเป็นไฟล์ pdf ออกมา

เริ่มต้น

หลังจากที่เปิดโปรแกรมออกมาแล้ว หน้าตาเจ้า Guitar Pro 6 จะเป็นดังนี้ครับ (ผมใช้แม็คบุ๊ค ดังนั้นสำหรับท่านผู้ที่ใช้วินโดวน์ หน้าตาโปรแกรมอาจจะต่างไปเล็กน้อย)


1. เปิดไฟล์ใหม่โดยเข้าไปที่  File>New>Empty


2. จากนั้นก็กรอกข้อมูลรายละเอียดเพลง แล้วกด ok (หมายเหตุ: รายละเอียดตรงนี้สามารถเข้ามาแก้ไขที่หลังได้ โดยคลิก F5 หรือเข้าไปที่ File>Score Information)


3. คลิกที่ File>StyleSheet หรือ F7 ในหมวด Chord Diagrams คลิกเพื่อลบเครื่องหมายถูกหน้า Diagram list at beginning of score จากนั้นกด ok

4. คลิกที่ Track>add จากนั้นเลือกเครื่องดนตรีที่จะใช้ ในกรณีนี้เลือกเป็น Guitars>Clean>6 Strings
จากนั้นกด add



... เอาหล่ะ เท่านี้เราก็พร้อมที่จะเขียนโน๊ตดนตรี หรือแทปได้แล้วหล่ะครับ

การเขียนโน๊ต

5. การเขียนตัวโน๊ต สามารถทำได้สามวิธีีคือ
     5.1 คลิกที่บรรทัดใดบรรทัดหนึ่งในบรรทัดห้าเส้น แล้วกด enter
 
     5.2 คลิกที่่แทปด้านล่างบรรทัดห้าเส้น โดยคลิกสายที่เราต้องการจะวางโน๊ต จากนั้นพิมพ์ตัวเลขลงไป (หมายเหตุ: สำหรับผู้ใช้โน๊ตบุ๊ค ขั้นตอนนี้ผู้อ่านต้องเปลี่ยนแป้นพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะพิมพ์ตัวเลขนะครับ ผมหลงใช้ภาษาไทยอยู่บ่อยครั้ง มันจะพิมพ์ตัวเลขไม่ได้)

 
    5.3 ใช้เครื่องดนตรีจำลอง โดยคลิกที่ Views>Fretboard/Keyboard/Drums จากนั้นคลิกตำแหน่งที่ต้องการจะกด โน๊ตดนตรีจะขึ้นให้บนบรรทัดห้าเส้นและแทปทันที


6. ปรับความยาวตัวโน๊ตโดยคลิกที่ตัวโน๊ต จากนั้นคลิกที่แถบเครื่องมือด้านซ๊ายดังรูป หรือ

  • กด  shift และ + พร้อมกัน เพื่อเปลี่ยนโน๊ตให้เร็วขึ้น
  • กด - เพื่อเปลี่ยนโน๊ตให้ช้าลง
  • กด R เพื่อเปลี่ยนโน๊ตให้เป็นตัวหยุด


7. เมื่อเสร็จสิ้นการพิมพ์โน๊ตที่จังหวะนั้นๆแล้ว คลิกลูกศรเลื่อนไปทางขวาบทแป้นคีย์บอร์ด เพื่อไปที่จังหวะต่อไป

จิปาถะ

8. เปลี่ยนคีย์เพลงคลิกที่ 
9. เปลี่ยนจังหวะเพลงคลิกที่ 
10. ปรับไดนามิกส์หนักเบาของโน๊ต คลิกเลือกที่ 
11. ใส่ชื่อคอร์ด โดยคลิกโน๊ตในตำแหน่งที่ต้องการจะใส่คอร์ด จากนั้นกด shift และ A พร้อมกัน แก้ชื่อคอร์ดตามต้องการ จากนั้นกด ok

12. การทำโน๊ตสไลด์ คลิกเลือกที่ 
13. ปรับจังหวะ คลิกที่มุมล่างซ๊ายดังรูป

14. เครื่องหมาย Metronome (เครื่องเคาะจังหวะ)ข้างๆปุ่มปรับจังหวะ: คลิกให้เป็นสีดำเพื่อปิด Metronome คลิกให้เป็นสีน้ำเงินเพื่อโปิด โดยตัวด้านขวาที่มีรูปนาฬิกาอยู่คือจะนับจังหวะก่อน 4 จังหวะ ก่อนที่จะเริ่มเล่นเพลง ในขณะที่ตัวด้านซ๊ายจะเริ่มเล่นเพลงเลย

15. สายเปิด(Alternative Tuning) หรือคาโป้ สามารถปรับได้ที่รูปกีต้าร์ด้านซ๊ายมือ


ส่งออกไฟล์

16. คลิกที่ File>Export จากนั้นเลือกรูปแบบไฟล์ที่ท่านต้องการส่งออก


..... เป็นไงครับ ไม่ยากใช่ไหม เท่านี้เราก็ได้แทปเพลงเป็นของตัวเองแล้วครับ

เกร็ดความรู้: ไม้โซลิดและไม้ลามิเนด



ในบทความนี้เราจะมาพูดกันเรื่องของไม้โซลิด(Solid Woods) และไม้ลามิเนด(Laminate Woods) ครับ  คร่าวๆก็คือว่าไม้โซลิดคือไม้ที่ตัดมาเป็นแผ่นใหญ่ๆแผ่นเดียวแล้วเอามาตัดเป็นตัวกีต้าร์เลย ส่วนไม้ลามิเนดนั้นก็คือไม้ที่เกิดจากไม้แผ่นเล็กๆมาซ้อนทับกันครับ แน่นอนว่าไม้โซลิดจะให้เสียงที่ดีและมีราคาแพงกว่าไม้ลามิเนด ในบทความนี้เราจะมาดูกันครับว่าเสียงที่ดีกว่าของไม้โซลิดนั้นจะคุ้มค่ากับราคาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวด้วยหรือเปล่า

หมายเหตุ: ข้อมูลต่อไปนี้แปลมาจากเว็ปไซท์ http://rockhousemethod.blogspot.co.uk/2008/05/acoustic-guitars-laminated-wood-versus.html

ประเด็นถกเถียงที่ยังไม่รู้จบ

ไม้ลามิเนดนั้นคือไม้ที่เกิดจากแผ่นไม้หลายๆมาเชื่อมเข้าด้วยกัน ในขณะที่ไม้โซลิดคือไม้แผ่นใหญ่แผ่นเดียว ไม้ทั้งสองชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นที่รู้กันว่าไม้ลามิเนดจะใช้เสียงที่ไร้ชีวิตชีวาและแคบ ในขณะที่ไม้โซลิตนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของความมีมิติของเสียง อย่างไรก็ตามไม้ลามิเนดเป็นที่นิยมมากกว่าเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความชื้นและอุณหภูมิ ส่วนไม้โซลิดนั้นตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความชื้นและอุณหภูมิไวมาก โดยเฉพาะไม้ส่วนหน้าของลำตัวกีต้าร์นั้นต้องระวังไม่ให้แห้งเกินไปอย่างเด็ดขาด

เกร็ดประวัติศาสตร์

หลายปีที่ผ่านมาประเด็นการถกเถียงมักจะไม่เกี่ยวกับคุณภาพของเสียงเท่าไหรนัก แต่มักจะเกี่ยวข้องกับราคา ไม้โซลิดนั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูงเนื่องจากคุณภาพของเสียงที่ดีขึ้นไปตามเวลา ทำให้นักดนตรีส่วนนใหญ่ไม่มีทางเลือก ต้องซื้อกีต้าร์ที่ทำจากไม้ลามิเนดเท่านั้น อย่างไรก็ตามไม้ลามิเนดก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นตามยุคสมัยให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าไม้ลามิเนดยังไงก็ไม่สามารถดีเท่าไม้โซลิดได้

แก่นของปัญหา

เวลาสร้างกีต้าร์ เราต้องการให้ไม้ด้านหน้าของลำตัวกีต้าร์ (Top Woods) มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ซึ่งเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการที่จะทำให้ไม้ลามิเนดแข็งแรงมันมักจะมีน้ำหนักมากตามไปด้วย กาวที่ใช้เชื่อมสามารถทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นได้ถ้าใช้มากเกิน ถ้าใช้น้อยเกินไม้ก็จะแยกออกจากกัน ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นหลักที่อุตสาหกรรมกีต้าร์แข่งขันกัน

คอกีต้าร์

คอกีต้าร์อะคูสติกที่ทำจากไม้ลามิเนดนั้นค่อนข้างเป็นที่นิยม เนื่องคุณภาพของเสียงกีต้าร์เกือบ 90% มาจากลำตัวกีต้าร์ ตราบเท่าที่ลำตัวกีต้าร์ทำด้วยไม้โซลิด เราก็ยังจะได้เสียงที่มีคุณภาพจากกีต้าร์อยู่ นี่ถือเป็นเทคนิคที่นิยมใช้ในการทำกีต้าร์ราคาถูก

จะสังเกตอย่างไรว่าเป็นไม้โซลิดหรือไม้ลามิเนด?

สำหรับไม้ด้านหน้าของลำตัวกีต้าร์ ให้สังเกตดูที่ขอบของช่องเสียง (Sound Hole)  ถ้ามีลักษณะเป็นแผ่นไม้หลายๆแผ่นซ้อนกันก็เป็นลามิเนด ถ้าเป็นแผ่นเดียวก็เป็นโซลิด ส่วนไม้ด้านหลังและด้านข้างของลำตัวกีต้าร์ให้ ให้มองดูที่ด้านนอกของลำตัวก่อน จากนั้นมองเข้าไปในช่องเสียงแล้วดูว่าลายไม้ด้านนอกกับด้านในเป็นลายเดียวกันหรือเปล่า ถ้าลายเดียวกันแสดงว่าเป็นไม้โซลิด

เกร็ดความรู้: ไม้สำหรับใช้ทำกีต้าร์ (๑)

เวลาเลือกซื้อกีต้าร์ตัวใหม่หรือดูรีวิวกีต้าร์ เคยสงสัยไหมครับว่าไม้ที่มีชื่อเรียกต่างๆนาๆนั้นมีผลอย่างไรกับเสียงบ้าง ในบทความชุดนี้เราจะมาดูกันครับว่า ไม้ที่ใช้ทำกีต้าร์มีอะไรบ้าง และแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยในบทความแรกนี้จะพูดถึงไม้ที่ใช้ทำลำตัวกีต้าร์(Body Woods) กันก่อน ซึ่งก็คือด้านข้างกับด้านหลังของกีต้าร์ ลองติดตามกันดูครับ

หมายเหตุ: ข้อมูลทั้งหมดแปลมาจากเว็ปไซท์ www.taylorguitars.com

1.  มะฮอกกานี่เขตร้อนชื้น (Tropical Mahagony)


มะฮอกกานี่เป็นไม้ที่ให้เสียงที่ใช้เป็นมาตรฐานของเสียงกีต้าร์ เรามักจะอธิบายเสียงของไม้พันธุ์อื่นๆโดยเทียบจากเสียงจากไม้พันธุ์นี้ ลักษณะเด่นของไม้พันธุ์นี้คือให้เสียงที่ความถี่อยู่ในย่านกลาง กีต้าร์อะคูลติกโดยทั่วไปมักจะให้เสียงที่ความถี่อยู่ในย่านนี้ แต่ไม้มะฮอกกานีจะให้ความโดดเด่นของเสียงที่โดดเด่นในย่านนี้เป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นซุ้มเสียงที่หนา มีชีวิตชีวาและฟังสบาย ไม่ว่าผู้เล่นกำลังเล่นอยู่บนส่วนไหนของคอกีต้าร์ ลำตัวกีต้าร์ก็จะสั่นพ้องไปด้วยเสมอ ความถี่ย่านกลางนี้ยังช่วยให้เกิดเสียงสูงคู่แปดผสมไปด้วยทำให้เสียงฟังดูกว้างขึ้น และยิ่งทวีความมีชีวิตชีวาเข้าไปด้วย ด้วยเหตุนี้ไม้มะฮอกกานี่จึงเป็นไม้ต้นแบบของกีต้าร์ และในสมัยก่อนถูกใช้สำหรับทำการบันทึกเสียงเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังสามารถเล่นได้กับดนตรีหลายหลายแนวตั้งแต่บลูส์, โฟรค หรือเพลงช้า

เหมาะสำหรับ: ผู้เล่นในหลากหลายสไตล์ คนทีชอบเสียงที่มีความสมดุลสูง มีพลวัต(หนัก-เบา)ที่ดี และต้องการเสียงผสมของคู่แปด ผู้เล่นในสไตล์บลูส์และแนวพื้นฐานอื่นๆมักจะให้เสียงตอบรับที่ดีสำหรับเสียงความถี่ย่านกลางของมะฮอกกานี่นี้ สำหรับกีต้าร์มะฮอกกานี่ที่ตัวเล็กอาจจะเหมาะกับผู้เล่นแนวฟิงเกอร์สไตล์ ในขณะที่ผู้เล่นที่ชอบการตีคอร์ดอาจจะเหมาะกับกีต้าร์ทรงเดรทนอท (Dreadnought) นอกจากนี้ความถี่ย่านกลางของมะฮอกกะนี่จะทำให้ผู้เล่นที่ชอบเล่นเสียงเข้มๆฟังดูเข้มขึ้น ในขณะที่ผู้ที่ชอบเล่นเสียงใสๆ จะเล่นออกมาใสน้อยลงเล็กน้อย

2. อินเดียน โรสวูด (Indian Rosewood)


หนึ่งในไม้ที่นิยมใช้ทำกีต้าร์ตลอดกาล ไม้โรสวูดมีลักษณะเสียงพื้นฐานของไม้มะฮอกกานี่ซึ่งโดดเด่นในความถี่ย่านกลาง แต่ขยายออกไปทั้งในย่านสูงและย่านต่ำ ไม้โรสวูดให้เสียงที่ลึกขึ้นในย่านต่ำ และใสขึ้นในย่านสูง ถ้าเรามองดูกราฟความถี่ของเสียงจะพบว่า เสียงจากไม้โรสวูดมีความถี่ย่านกลางที่น้อยกว่ามะฮอกกานี่ อย่างไรก็ตามไม้โรสวูดนี้ก็เป็นตำนานไม่แพ้มะฮอกกานี่ และโรสวูดนี้ถือว่าเป็นเสาหลักสำหรับดนตรีพื้นเมืองในหลายแถบเช่นอเมริกาตอนกลาง ต้นโรสวูดเป็นต้นไม้ที่เติบโตได้ง่ายเช่นเดียวกับต้นมะฮอกกานี่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนนิยมใช้กัน ผู้เล่นสามารถเกาหรือตีคอร์ดได้อย่างไม่ต้องกังวลใดๆ

เหมาะสำหรับ: เกือบทุกการใช้งาน ถ้าคุณชอบเสียงกีต้าร์ที่มีเสียงเบสต่ำหน่อยและเสียงสูงที่ใส โรสวูดคือตัวเลือกของคุณ คนที่ชอบเล่นเสียงเข้มๆดุดันจะได้ประโยชน์จากตรงส่วนนี้ด้วย ถ้าคุณกำลังมองหากีต้าร์ที่ให้เสียงตามแบบฉบับดังเดิม  กีต้าร์โรสวูดทรงเดรทนอท(Dreadnought)หรือแกรนออดิทอเรี่ยม(Grand Auditorium) จะเป็นเพื่อนที่ดีของคุณ

3. แซพีลี่ (Sapele)

ไม้ทางเลือกที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตของเทลเลอร์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา บางครั้งผู้คนมักจะเข้าใจผิดว่าไม้พันธุ์นี้คือแอฟริกามะฮอกกานี่ (African mahogany) เพราะว่ามีความคล้ายคลึงกับไม้คายา(Khaya)ในทางตะวันตกของแอฟริกาซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าแอฟริกามะฮอกกานี่ ไม้แซพีลี่เป็นไม้ที่อนุรักษ์ได้ง่าย เติบโตรวดเร็ว และให้เสียงเหมือนกับมะฮอกกานี่ทุกประการ กอปรกับความมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เราสามารถใช้ไม้นี้ในการผลิตกีต้าร์ได้อีกเป็นระยะเวลานาน

เหมาะสำหรับ: ผู้เล่นทุกสไตล์เช่นเดียวกับไม้โอวางโคล(ovangkol) ความเป็นอเนกประสงค์ของเสียงจากไม้นี้ทำให้เสียงจากไม้นี้มีความสม่ำเสมอ สมดุล หมายสำหรับการเล่นในหลายรูปแบบตั้งแต่เกาจนถึงตีคอร์ด

4. เมเปิลใบใหญ่ (Big Leaf Maple)



เมเปิลเป็นไม้ที่แข็งและมีความหนาแน่นสูง เสียงจากไม้เมเปิลนั้นเทียบได้กับแสงเลเซอร์ ในแง่ที่มีความโฟกัสสูงมากและโดดเด่นในโครงสร้างพื้นฐาน และขึ้นชื่อในเรื่องความใส เสียงจากไม้เมเปิลมีเสียงคู่แปดน้อยกว่าไม้ที่ความหนาแน่นปานกลางพันธุ์อื่นๆ ทำให้เสียงออกมากระชับขึ้น นิยมใช้ในการแสดงสดหรือในการแสดงที่ต้องเล่นเป็นวง โดยเฉพาะกับเบส กลองและกีต้าร์ไฟฟ้า เนื่องจากสามารถเอาไปมิกส์ต่อได้ง่าย และทำให้ได้ยินเสียงอะคูสติกกีต้าร์ นอกจากนั้นยังลดปัญหาการสะท้อนกลับของเสียง(feedback)  ไม้นี้มีเสียงมีเสียงในย่านกลางอยู่บ้าง และเสียงจะแหลมกว่าโรสวูดมาก

5. โอวางคอล (Ovangkol)


ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เทลเลอร์ได้นำเสนอไม้ทำกีต้าร์ชนิดใหม่ที่ง่ายแก่การอนุรักษ์ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อโอวางคอล เป็นไม้ที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกันกับโรสวูด ไม้พันธุ์ให้เสียงที่ดีโดยเป็นเสียงที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเสียงจากโรสวูดหลายประการ กอปรกับเสียงความถี่ย่านกลางที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยและความที่ย่านสูงที่ไม่ใสเท่าเมเปิล เนื่องจากไม้พันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่าโรสวูด โอวางคอลจึงไม่ได้รับความนิยมอยู่เป็นเวลาหลายปี ทำให้เป็นที่ท้าทายในหมู่แฟนๆของเทเลอร์ที่จะทดลองใช้กัน

เหมาะสำหรับ: หลากหลายการใช้งาน ผู้เล่นที่อาจจะยังไม่มีวิธีการเล่นเฉพาะตัว หรือเล่นได้ทุกแนวที่กำลังหากีต้าร์ที่ใช้เล่นได้หลากหลาย ไม้ชนิดนี้จะเหมาะกับกีต้าร์ในหลากหลายทรงอีกด้วย

-------------------------------------------------------------

ไม้ที่ใช้ทำกีต้าร์ยังไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ ในบทความหน้าจะเอามาให้อ่านเพิ่มเติมอีกนะครับ

โศกนาฏกรรมไม้ขีดไฟ


มีเพลงหนึ่งที่เคยฟังมานานแล้ว แต่วันนี้เพิ่งรู้ความหมายจริงๆจากแฟจของคนแต่ง น่าสนใจจริงๆว่าเพลงๆหนึ่งสามารถตีความได้ต่างกันขนาดนี้ ต่างทั้งในเชิงเนื้อหา และความลึกซึ้งของเพลง

เพลงนี้ชื่อว่าไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน ภายในเพลงเล่าถึงเจ้าไม้ขีดไฟที่แอบหลงรักเจ้าดอกทานตะวัน แต่ดอกทานตะวันนั้นเป็นที่รู้กันว่าจะหันไปหาแสงจากดวงอาทิตย์เท่านั้น เจ้าไม้ขีดไฟรู้ดังนั้นจึงจุดไฟเผาตัวเองเสีย เพื่อให้เจ้าดอกทานตะวันหันมาดู แต่พอเจ้าดอกทานตะวันหันมา ก็เห็นเพียงกองเถ้าถ่าน จึงหันกลับไปหาดวงอาทิตย์ดังเดิม                                                                                                                                                                                                                                                                                

ฟังทีไรก็นึกถึงความรักอันมุทะลุเสียทุกที รักเขาถึงแม้ตายก็ยอม ขอแค่ให้เขาหันมามองเสียหน่อยก็ยังดี

ไม่รู้จะบอกว่าเจ้าไม้ขีดไฟนั้นรักมั่งคง หรือไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรดี
มันน่าสนใจตรงที่ว่า เจ้าของเพลงเค้ามองเพลงนี้ในอีกมุมมองหนึ่ง เค้าให้ลองนึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษผู้ยอมตายเพื่อปกป้องผืนป่าเป็นไม้ขีดไฟ พวกเราๆนี้แหละเป็นเจ้าดอกทานตะวัน และดวงอาทิตย์เป็นความเจริญในโลกวัตถุนิยม(อันหลังนี้คิดเอาเอง)คนที่ยอมตายเพื่ออุดมการณ์นี้ ถึงรู้ว่าไม่มีค่า แต่ก็จะยอมตายเพียงเพื่อให้เจ้าดอกทานตะวันหันมาดู

.. ผมกลับมาฟังเพลงนี้ โดยที่ไม่เคยรู้สึกขนลุกขนาดนี้กับเพลงไหนมาก่อนเลยในชีวิต 


คุณสืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษผู้ปกป้องผืนป่าของไทย


คณิตศาสตร์ของการแต่งเพลง

...เคยสงสัยว่า โน๊ตดนตรีก็มีอยู่ไม่กี่ตัว จังหวะก็มีอยู่ไม่กี่จังหวะ ทำไมคนเราเล่นดนตรีกันมาหลายร้อยหลายพันปี ไม่ยักกะเบื่อกันนะ
แล้วเคยสงสัยกันไหมว่า มนุษย์เราจะแต่งเพลงกันได้สักประมาณกี่เพลงกัน


ว่าแล้วก็มาลองคำนวนกันเล่นๆดูดีกว่า...
เริ่มจากลองนับโน๊ตทั้งหมดที่มี โด เร มี ฟา ซอล รา ที ถ้ารวมโน๊ตครึ่งเสียงด้วย ในหนึ่งอ็อกเทฟก็จะมีโน๊ต 12 ตัว เพลงหนึ่งๆอาจจะมีสัก 2 ออกเทฟ ถ้ามากกว่านั้นเสียงสูง-ต่ำ อาจจะห่างกันเกินไป นักร้องร้องไม่ถึง

สรุปว่าเพลงๆหนึ่งก็คงจะมีโน๊ตสัก 12x2=24 ตัวได้ ขอแถมตัวหยุดให้อีกตัวรวมเป็น 25

พูดถึงจังหวะ ส่วนมากโน๊ตที่เร็วที่สุดในเพลงก็จะเป็นโน๊ตตัวเขบ็ดสองชั้น หมายความว่า 1 จังหวะ มี 4 ตัวโน๊ต

โดยทั่วไป 1 ห้องเพลง= 4 จังหวะ ฉะนั้นก็จะมีโน๊ตตัวเขบ็ดสองชั้นอยู่ 4x4=16 ตัว

เพลงที่เบสิคที่สุดอย่างเพลงบลูส์ มักจะมีอยู่ด้วยกัน 12 ห้อง นั้นก็คือจะมีตัวเขบ็ดสองชั้นอยู่ 12x16=192 ตัว

เนื่องจากโน๊ตเขบ็ดแต่ละตัวสามาถจะเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ โด-ที รวมถึงตัวหยุด ซึ่งมีทั้งหมด 25 ตัวตามที่คำนวนข้างต้น ฉะนั้นรูปแบบการเรียบเรียงโน๊ตที่เป็นไปได้ทั้งหมดก็คือ 25 คูณกัน 192 ครั้ง ซึ่งมีค่าประมาณ


25^192 = 2,537,941,837,315,650,000,... ตามด้วย"ศูนย์" อีก 250 ตัว!!!
หรือประมาณ สองพันห้าร้อยล้านล้านล้านล้าน พูดไปเรื่อยๆ สี่สิบห้าครั้ง!!!

.... มากมายเสียขนาดนี้ ต่อให้คนเราแต่งเพลงกันไปอีกจนโลกระเบิด ก็ไม่มีวันหมดหรอกครับ ใครที่บอกว่าเพลงเพราะๆในโลกนี้ถูกแต่งขึ้นจนหมดแล้ว แน่ใจได้หรอครับว่า เพลงที่เพราะที่สุดใน สองพันห้าร้อยล้านล้านล้านล้าน( 45 รอบ) เนี่ย ถูกแต่งขึ้นมาแล้ว


ชาวสวนมือใหม่กับต้นมะม่วง


วันนี้มีนิทานสั้นๆมาฝากกันครับ

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า มีชาวสวนมือใหม่ผู้หนึ่งชื่อว่าแจ็ค แจ็คฝันอยากจะมีต้นมะม่วงสวยๆใหญ่ๆมาปลูกไว้ที่หน้าบ้าน กะไว้ว่าเมื่อมันโตขึ้น ถ้าได้กินมะม่วงสดๆหวานๆจากต้นโดยตรง ไม่ต้องไปเดินหาซื้อในตลาด ก็คงเท่ไม่หยอก

ว่าแล้วเจ้าแจ็คก็ไปเตรียมอุปกรณ์ต่างๆนาๆ เตรียมเมล็ดพันธุ์ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุด โตเร็วที่สุด จากความรู้ของเจ้าแจ็ค เจ้าแจ็ครู้ว่าต้นมะม่วงจะโตขึ้นได้ก็ต้องใช้น้ำ ชาวสวนมือใหม่คนนี้เลยไปหาน้ำทั้งหมดที่มี แล้วเทอัดทั้งหมดลงไปทั้งหมดคราวเดียว

น้ำซืมไหลท่วมท้นลงไปในดิน ดินจากที่แห้งเหือด ตอนนี้จะกลายเป็นโคลนตรมก็มิปานแล้ว
แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเจ้าต้นมะม่วงจะงอกขึ้นมาแต่อย่างใด

เจ้าแจ็คคนเก่งของเรา ก็ได้แต่นั่งสงสัย เหตุใดจึงไม่เห็นต้นมะม่วงงอกขึ้นมาสักที ว่าแล้วเจ้าแจ็คก็ไปหาปุ๋ยมาเติม มีเท่าไหร่ก็เรียกได้ว่าเทลงไปหมดหน้าตัด จนแล้วจนรอด ต้นมะม่วงก็ยังไม่ขึ้นมาสักที

จวบจนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน โชคดีของเจ้าแจ็คมัน เพราะคุณลุงคนที่พักอยู่ใกล้ๆบ้านเดินผ่านมาพอดี แกก็เข้ามาทักและพูดคุยกับแจ็คด้วยความเอ็นดูว่า

"หลานเอ้ย เอ็งไม่รู้หรอว่า จะปลุกต้นไม้หน่ะ เอ็งไม่สามารถปลุกได้ในวันเดียว ทุกต้นทุกพันธุ์มันก็มีความเร็วในการโตของมันอยู่ สิ่งที่เอ็งทำคือให้น้ำ พรวนดิน ใส่ปุ่ย เอาให้มันพอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป แต่อาศัยว่าทำทุกวัน วันแรกๆแม้จะยังไม่เห็นผล แต่ลึกลงไปในดิน ต้นกล้านั้นก็โตขึ้นเรื่อยๆ รอวันที่จะโผล่พ้นดินก็เท่านั้น"

เจ้าแจ็คได้ยินดังนั้นก็ได้แต่นั่งนึกย้อนไป

ในชีวิตจริงของคนเรานั้น บางทีเราก็พยายามจะปลูกมะม่วงในวันเดียวอยู่บ่อยครั้งไป หารู้ไม่ว่ามันก็แค่เป็นไปไม่ได้

อดทนอีกสักนิด ทำให้พอประมาณแต่ต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่ต้นกล้านั้นโผล่พ้นดินกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ผลของมันรับรองว่าหอมหวาน สมกับที่รอคอยแน่นอน

... แล้วผู้อ่านหล่ะครับ เคยคิดจะปลูกต้นมะม่วงในวันเดียวเหมือนเจ้าแจ็คหรือเปล่า?

คุยกับผู้เขียน

"ถ้าผมไม่ได้เป็นนักฟิสิกส์ ผมคงจะเป็นนักดนตรี ผมมักจะคิดเป็นดนตรี ผมเพ้อระหว่างวันเป็นดนตรี ผมเห็นชีวิตของผมผ่านดนตรี ความสุขส่วนใหญ่ในชีวิตก็มาจากดนตรีนี่เอง"
- อัลเบิร์ต ไอสไตน์
 


ผู้เขียนลองนั่งนึกถึงประโยคนี้ที่ไร ก็อดนึกถึงตัวเองไม่ได้เชียวหล่ะครับ ก็แหม นอกจากจะชอบเล่นกีต้าร์เป็นชีวิตจิตใจแล้ว ผู้เขียนยังเป็นนักฟิสิกส์เหมือนกับคุณปู่ไอสไตน์คนนี้อีกต่างหาก เว้นเสียแต่ว่าคงไม่ได้คิดค้นทฤษฎีอะไรน่าปวดหัวอย่างนั้น

พูดถึงครั้งแรกที่ได้จับกีต้าร์ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นก็คงอายุสัก 12 ปีได้ ยังจำได้อยู่เลยครับว่า ครูสอนให้ทำอะไร ผู้เขียนก็ทำไปอย่างนั้น งงๆมึนๆ โดยไม่ใส่ใจเลยว่ามันจะเป็นเพลงหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าท้าทายดีที่จะทำแบบฝึกหัดให้สำเร็จไปเรื่อยๆ

... มารู้ตัวเข้าอีกที จะกินจะนอน แม้กระทั่งดูหนัง ก็ต้องมีมันไว้ข้างกายตลอดเลยหล่ะครับ กีต้าร์นี่มันมีมนต์ขลังจริงๆ

ดนตรีนี่ก็แปลก โน๊ตดนตรีมีแค่ 12 ตัวรวมชาร์ฟแฟรต จังหวะสั้นยาวก็มีแค่โน๊ตตัวกลม มีหางบ้าง หัวดำบ้าง นับดูแล้วก็มีไม่กี่ตัว แต่พอเอาทั้งหมดมารวมกัน โอโห ขนาดมนุษย์เราเล่นดนตรีกันมาเป็นพันๆปีก็ยังไม่เห็นเบื่อกันเลยแหะ

และถ้าใครว่าเล่นดนตรีแล้วเสียการเรียนละก็ ผู้เขียนขอค้านว่าไม่จริง จะมีการพักผ่อนแบบไหนอีกหล่ะครับ ที่ดีไปกว่าการได้ฟังดนตรีสบายๆ หรือมีอารมเครียด เศร้า อกหัก ผิดหวัง ก็หาเพลงที่สื่อถึงอารมณ์นั้นสักเพลง ร้องออกไปให้ดังๆ ระบายออกไปผ่านเสียงดนตรี ใครมีปิ๊คกีต้าร์ ก็หาคอร์ดมาจับสักคอร์ด แล้วดีดออกไปให้ดังๆ เหมือนอย่างท่อนฮุกในเพลงดังสมัยก่อน...
                "ตีมันให้ดัง ให้เสียงดังไปยังฟ้า คงดังกลับมา ถ้าหัวใจมีเพลง"

 มาสนุกกับ มนต์ขลังของ  "ดนตรี" ด้วยกันครับ

ทิว
(จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์)
๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕

ป.ล. ติดตามแฟนเฟจของผู้เขียนได้ที่ http://www.facebook.com/Puntabs


 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. ปันแทป - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger